Untitled Document
<<<<<<<<ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Thai Cattle Thai Cattle !!!!!!!!!!!

 

 

 

การใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ พ่อ-แม่ ลูก

(DNA FINGERPRINT FOR PARENTAGE ANALYSIS)

 

 

 

 
 
 

 

 

 

 

            สิ่งมีชีวิตมีดีเอ็นเอ (ที่ย่อมาจากคำว่า Deoxybribo NucleicAcid) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมและสามารถถ่ายทอดข้อมูลพันธุกรรมนี้ ไปสู่รุ่นลูกหลาน ดีเอ็นเอมีอยู่ในนิวเคลียสของ เซลล์ทุกเซลล์เชาน เซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์ผิวหนัง เยื่อกระพุ้งแก้ม หรือปลายรากเส้นผม ฯลฯ ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะ รูปร่างตลอดจนกำหนดหน้าที่การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตนั้น รหัสของดีเอ็นเอ จึงทำให้สิ่งมีชีวิตแต่ละหน่วยมีความแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตหน่วยอื่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนกัน


            ดีเอ็นเอมีรูปร่างเป็นเกลียวคู่ เสมือนบันไดเวียนที่บิดตัว มีตัวบันไดเป็นการเรียงตัวของนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ปรกอบด้วยน้ำตาล ฟอสเฟต และเบส (เบสมีอยู่ 4 ชนิด คือ อะดินิน (Adenine,A) ไทมีน (Thymine,T) ไซโตซีน (Cytosine,C) และกัวนีน (Quanine,Q) ขาของบันไดคือ การเชื่อมต่อของเบสของนิวคลีโอไทด์ โดยเบส A เชื่อมต่อกับเบส T และเบส C เชื่อมกับเบส G การเรียงตัวของเบส คือ ข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ผู้ค้นพบความลับของดีเอ็นเอ ฟรีดิช มีสเชิร์ ในปี ค.ศ. 1896 แต่ผู้ที่ค้นพบโครงสร้างของดีเอ็นเอ คือ เจมส์ ดี วัตสัน และฟรานซีส คริก ในปี ค.ศ. 1953

 

            การตรวจรายพิมพ์ดีเอ็นเอถูกค้นพบครั้งแรกโดย ศาสตราจารย์ ดร. อเล็ก เจฟฟรีย์ (Alec Jeffreys) และคณะจากมหาวิทยาลัยไลเบสเตอร์ (Leicester) ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2528 เทคโนโลยีในขณะนั้น เป็นวิธีการที่ยุ่งยาก และซับซ้อนต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะสรุปผลได้ และ ต้องใช้ปริมาณตัวอย่างจากเลือดหรือน้ำอสุจิเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเทคนิคนี้ถูกพัฒนามาก จนทำให้ตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็ว จึงมีผู้นำผลงานจากงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.อเล็ก เจฟฟรีย์ ที่สามารถแยกแยะลายพิมพ์ดีเอ็นเอได้ ไปประยุกต์ใช้เช่น การใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอพิสูจน์ตัวคนร้ายในคดีข่มขืน จากตัวอย่างน้ำเชื้อ บนตัวผู้ถูกทำร้าย ตลอดจนการหาผู้เสียหายในอุบัติเหตุจากซากผู้เคราะห์ร้ายเพราะเครื่องบินตก หรือตึกถล่ม และในปัจจุบัน ได้มีการนำเทคนิคนี้มาใช้ในวงการปศุสัตว์ในความหมายเดียวกัน


            ดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีความแตกต่างกัน เมื่อนำมาพิจารณาจะพบว่าเป็นลายพิมพ์เหมือนบาร์โคด หรือลายพิมพ์นิ้วมือ ที่ใช้จำแนกความแตกต่างเฉพาะตัว เรียกว่าลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ซึ่งมีความหมายตรงกับคำศัพท์เทคนิค ได้หลายคำ เช่น DNA profile, genetic profile และ DNA fingerprint

 

            จำนวนดีเอ็นเอทั้งหมดบนโครโมโซมนั้นประกอบด้วย DNA 2 ส่วน ส่วนหนึ่งนั้นคือยีน (Coding DNA) ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 5 ของดีเอ็นเอทั้งหมด ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่มีความสำคัญต่อกลไกต่างๆ ภายในร่างกาย ส่วนที่ 2 ไม่ใช่ยีน (Non-coding DNA หรือ Junk DNA) มีจำนวนมากถึงร้อยละ 95 เป็นดีเอ็นเอส่วนที่ยังไม่ทราบหน้าที่ชัดเจนแต่อาจจะมีความสำคัญต่อกลไก และการทำงานร่วมกันกับดีเอ็นเอส่วนที่เป็นยีน เพียงแต่ในขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบว่ากลไกการทำงานเป็นอย่างไร ดีเอ็นเอส่วนนี้ Junk DNA ทำเป็นลายพิมพ์ดีเอ็นเอ และถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือตัวสัตว์ เพื่อพิสูจน์ พ่อ แม่ ลูก

 

การพิสูจน์ พ่อ แม่ ลูก โดยใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ


            ดีเอ็นเอ คือ สารพันธุกรรมที่ลูกได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อครึ่งหนึ่งและแม่ครึ่งหนึ่งความสัมพันธ์ทางสายเลือดของการเป็น พ่อ-แม่ ลูกกัน จึงสามารถใช้พิสูจน์ได้ โดยการเปรียบเทียบลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ส่วนที่ไม่ใช่ยีนของลูกกับของพ่อแม่ เป็นจำนวนหลายตำแหน่ง (Loci)


            ลายพิมพ์ดีเอ็นเอมัความแตกต่างกันคือมีความหลากหลายมาก (Polymorphism) การศึกษาความหลากหลายนี้ จากตัวอย่างที่เก็บมาได้ เช่นตัวอย่างเลือด เส้นผม หรือเส้นขน หรือน้ำเชื้ออสุจิ เมื่อนำมาสกัดเชื้อดีเอ็นเอแล้ว แม้จะมีจำนวนน้อย ก็สามารถนำมาเพิ่มจำนวน โดยทำปฏิกิริยาเพิ่มปริมาณ ดีเอ็นเอตรงบริเวณที่มีท่อนของดีเอ็นเอซ้ำ ๆ กันประมาณ 2-7 เบส ที่มีอยู่หลายชุด เรียกบริเวณนี้ว่า “STR” ย่อมาจาก Short Tandem-Repeat (STR)

            STR ซึ่งมีอยู่หลายที่ หลายตำแหน่ง (ตำแน่ง = locus) บนสายดีเอ็นเอ ถูกนำใช้เป็นเครื่องหมายพันธุกรรม และนำมาศึกษาลักษณะของจำนวนการซ้ำ ของท่องดีเอ็นเอแต่ละชุด ในแต่ละตำแหน่งบนสาบดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตแต่ละตัวได้ และสามารถบ่งบอกถึงข้อมูลพัธุกรรมเฉพาะของแต่ละบุคคลได้เพราะสิ่งมีชีวิต มีลายพิมพ์ดีเอ็นเอแตกต่างกัน (ยกเว้นกรณีฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน)

 

ชนิดของความแตกต่างของลายพิมพ์ดีเอ็นเอ


            บนสายของดีเอ็นเอมีส่วนเป็นยีน และส่วนที่ไม่ใช่ยีน ภายในส่วนที่เป็นยีนจะมีลำดับเบส ที่ไม่ใช่รหัสและถูกตัดออก เรียกว่า อินทรอน (intron) บางส่วนเป็นรหัสเรียกว่า เอ็กซอน (exon) ส่วนของจีโนมเกือบ 80% ไม่ใช่รหัส และอยู่นอกยีน (extragenic) ซึ่งในบริเวณนี้จะพบลำดับเบสซ้ำ (repetitive sequences) ที่ยังไม่ทราบหน้าที่ชัดเจน

            บนเส้นของดีเอ็นเอมีบางส่วนที่มีการเรียงตัวของเบสเหมือนกันและบางส่วนมีการวางเบสที่แตกต่างกัน ซึ่งใช้เป็นสิ่มเปรียบเทียบความแตกต่างของดีเอ็นเอที่พบในระหว่างสิ่วมีชีวิตแต่ละหน่วยหรือ แม้ภายในสิ่งมีชีวิตตัวเดียวกัน ดีเอ็นเอส่วนที่เหมือนกันคือยีน เป็นส่วนที่มีความสำคัญและเป็นสิ่งที่กำหนดลักษณะ รูปร่างของสิ่งมีชีวิตนั้น แต่ส่วนของดีเอ็นเอที่แตกต่างกัน คือส่วนที่ไม่ใช่ยีนและมีบางส่วนเป็นลักษณะเป็นเบสซ้ำ (Repetitive DNA) ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งขนาดและจำนวนซ้ำ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ เบสซ้ำต่อเนื่อง (tandem repeats) และเบสซ้ำกระจาย (interspersed repeats)

 

            ดีเอ็นเอที่เป็นเบสซ้ำ: มีจำนวนเบสซ้ำอยู่ประมาณ 30% ของดีเอ็นเอ เช่น ในจีโนมของคนประกอบด้วยส่วนที่มีลำดับเบสซ้ำ (repetitive) บางชนิดมีจำนวนซ้ำมากกว่า 100,000 ครั้ง ลำดับเบสซ้ำเหล่านี้มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและจำนวนซ้ำ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ เบสซ้ำต่อเนื่อง (tandem repeats) และเบสซ้ำกระจาย (interspersed repeats)


            เบสซ้ำ คือ ส่วนดีเอ็นเอที่เป็น มีการเรียงตัวซ้ำแบบต่อเนื่องกันเป็นช่วงยาว (Tandem repeats) มากกว่า 100,000 ครั้ง พบกระจายอยู่ทั่วไปภายในดีเอ็นเอทั้งหมด เป็นช่วง ๆ นักวิจัยได้นำมาใช้ในการตรวจสอบคสามแตกต่างของสิ่งมีชีวิตแต่ละตัวได้ดีคือ เปรียบเทียบความแตกต่างที่เกิดจากจำนวนซ้ำที่ต่างกันของเบสซ้ำแบ่งได้เป็น 3 ชนิดตามจำนวนซ้ำและความยาวของหน่วยซ้ำคือ

 

            1. แซทเทลไลทคือส่วนของดีเอ็นเอที่มีการเรียงตัวของเบสซ้ำขนาดสั้น ขนาด 1-6 เบส หรือเบสซ้ำยาวขนาดหลายร้อยเบส โดยมีจำนวนซ้ำแต่ะละตำแหน่งตั้งแต่ 103-10 7 ครั้ง แต่ละแบบจะพบเพียง 1 หรือ 2 ตำแหน่ง ต่อโครโมโซม

 

            2. มินิแซทเทลไลทคือส่วนของดีเอ็นเอ ที่เป็นเบสซ้ำขนาด 9-100 เบส ที่มีจำนวนซ้ำตั้งแต่ 10 และไม่เกิน 1,000 ครั้ง จัดเป็นพวกที่มีการซ้ำของเบสขนาดปานกลาง ดร.เจฟฟรีย์และคณะเป็นพวกแรก ที่ค้นพบได้พบลักษณะของมินิแซทเทลไลท์ ที่มีเบสซ้ำ อยู่ที่บริเวณอินทรอน (intron) ที่ 1 โดยมีเบสซ้ำ 4 ครั้ง แต่ละเบสซ้ำประกอบด้วยเบสจำนวน 33 เบส วิธีการตรวจสอบลายพิมพ์ดีเอ็นเอโดยนำเบสซ้ำชนิดนี้มาใช้เป็นดีเอ็นเอตรวจสอบ จากการศึกษาพบว่ามินิแซทเทลไลท์จำนวนมากมีความคล้ายคลึงกันของลำดับเบสหรือมีลำดับเบสแกน (core sequence) เดียวกัน ดีเอ็นเอในบริเวณนี้มีความหลากหลายสูง เนื่องจากความแตกต่างในจำนวนซ้ำ บางครั้งจึงมีผู้เรียกว่า variable number of tandem repeats หรือ VNTR

 

            3. ไมโครแซทเทลไลทคือเบสซ้ำขนาด 1-6 เบส เช่น (A)n, (CA)n,(TAA)n เมื่อ n เป็นจำนวนซ้ำ โดยจำนวนซ้ำแต่ละตำแหน่งไม่เกิน 100 ครั้ง เบสซ้ำชนิดนี้ พบกระจายอยู่ในบริเวณต่าง ๆ ของยโนมประมาณ 104-10 5 ตำแหน่ง ความหลากหลายของจำนวนซ้ำที่พบในบริเวณน้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอได้

 

ชนิดของดีเอ็นเอเครื่องหมาย (DNA marker) ในการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ


            ดีเอ็นเอเครื่องหมายในการใช้ในการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอในโค ได้แก่ Microsatellite marker

            ไมโครแซทเทลไลท์: เป็นดีเอ็นเอที่มีเบสซ้ำสั้น ๆ จำนวน 1-6 เบส บางครั้งเรียกว่า STR (short tandem repeat) ตัอย่าง เช่น (C)10 เป็นแบสซ้ำแบบไมโครแซทเทลไลท์ที่มีลำดับเบสเป็น CCCCCCCCCC หรือ (CA)8 = CA CA CA CA CA CA CA CA หรือ (CAC)5 = CAC CAC CAC CAC CAC หรือ (GGGA)5 = GGGA GGGA GGGA GGGA GGGA เป็นต้น ไมโครแซทเทลไลท์เหล่นนี้ได้มาโดยการค้นหาจากดีเอ็นเอท่อนสั้น ๆ ที่ได้รวบรวมไว้ในห้องสมุดยีน ดีเอ็นเอตรวจสอบที่ใช้ในการตรวจสอบลายพิมพ์ดีเอ็นเอชนิด ไมโครแซทเทลไลท์ ซึ่งเป็นนิวคลีโอไทด์สั้น ๆ ที่สังเคราะห์จากปฏิกิริยาทางเคมี ตัวอย่างเช่น การใช้ดีเอ็นเอตรวจสอบ CAC CAC CAC CAC CAC หรือ(CAC)5 จะได้แถบลายพิมพ์ดีเอ็นเอจำนวน 10-15 แถบ ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้

 

ลายพิมพ์ดีเอ็นเอมีประโยชน์ในการผลิตปศุสัตว์อย่างไร

 

            1. ใช้พิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ลูก ในโครงการพัฒนาพันธุ์ เช่นการสร้างพ่อพันธุ์โคนมไทย โฮลสไตน์ หรือโคเนื้อไทยแบล๊ค ในโครงการพัฒนาพันธุ์ มีความจำเป็นที่ต้องรู้ให้ชัดเจนว่า พ่อพันธุ์ที่สร้างขึ้นมาเกิดจากพ่อ แม่ตัวที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดี เพราะการสร้างพ่อพันธุ์จากฟาร์มเกษตรกร การทำพันธุ์ประวัติเกิดความสับสน ไม่แน่นอน

            2. ใช้พิสูจน์หลักฐานพยานทางนิติเวช ในการผลิตปศุสัตว์ เช่นการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งจากพ่อพันธุ์ ที่ผ่านการทดสอบหลายขั้นตอน จนแน่ใจว่าพันธุกรรมดีเด่น น้ำเชื้อที่นำมาใช้บริการผสมเทียม เป็นน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์ที่ต้องการจริง ไม่ปลอมปน หรือเป็นน้ำเชื้อของพ่อตัวอื่น

            3. ใช้ในการตรวจสอบการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพในน้ำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค เช่นการปนเปื้อนเชื้อ leptospirosis, IBR ฯลฯ

            4. ใช้การตรวจสอบการแยกเพศของตัวอ่อน

 

ขั้นตอนการตรวจสอบลายพิมพ์ดีเอ็นเอ

 

            1. เตรียมตัวอย่างเลือด 5 ซีซี หรือตัวอย่างขนพร้อมรากอย่างน้อย 20 เส้น หรือน้ำเชื้อแช่แข็ง 1 หลอด

            2. สกัดดีเอ็นเอจากเลือด: ดีเอ็นเอของเม็ดเลือดขาวอยู่ในนิวเคลียส นำมาสกัดได้โดยกรทำลายเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดขาวด้วยสารละลายโซเดียมโดเดซิลเฟต (sodium dodecyl sulphate, SDS) แล้วย่อยโปรตีนต่าง ๆ ด้วยเอ็นไซม์โปรตีนเนสเค (proteinase K) จากนั้นจึงตกตะกอนโปรตีนด้วยสารละลายฟีนอลและคลอโรฟอร์ม แล้วตกตะกอนดีเอ็นเอซึ่งอยู่ในชั้นน้ำด้วยเอธานอล เนื่องจากฟีนอลเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและเยื่อบุ จึงอาจใช้สารละลายอิ่มตัวโซเดียมคลอไรด์ตกตะกอนโปรตีนได้ ซึ่งจะงาย ประหยัดเวลา และปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

            3. การสกัดดีเอ็นเอจากน้ำเชื้อ: ดีเอ็นเออยู่ที่ส่วนหัวของอสุจิ ต้องสกัดโปรตีนที่อยู่ในส่วนหัวด้วยสารละลาย ไดไธโอธรีอิทอล (dithiothreitol) จากนั้นจึงย่อยโปรตีนด้วยเอ็นไซม์โปรตีนเนสเค และขั้นตอนอื่น ๆ เหมือนการสกัดดีเอ็นเอจากเม็ดเลือดขาว

            4. เพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมในหลอดทดลองด้วยเทคนิคพีซีอาร์ คือเทคนิคที่มีการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ โดยอาศัยเอ็นไซม์ดีเอ็นเอโพลีเมอเรส ทำให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นล้านเท่าภายในระยะเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ชื่อ ดร. มัลลิส (KB. Mullis) และคณะเป็นผู้คิดค้น ปฏิกิริยาพีซีอาร์ประกอบด้วย

            5. ช่วงอุณหภูมิ 90-95 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่ทำให้ดีเอ็นเอต้นแบบแยกตัวออกจากเส้นคู่ เป็นเส้นเดี่ยว

            6. ช่วงอุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่ใช้ในการจับคู่กันระหว่างดีเอ็นเอเส้นเดี่ยวและไพรเมอร์ขนาด 20-30 เบสที่มีลำดับคู่เบสคู่สมกับลำดับเบสในดีเอ็นเอต้นแบบเข้ามาจับดีเอ็นเอสายเดี่ยวทั้ง 2 เส้น

            7. ช่วงอุณหภูมิ 70-72 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิสำหรับเอ็นไซม์ดีเอ็นเอ โพลีเมอเรส ซึ่งทำหน้าที่เร่งปฎิกิริยาการเติมเบสของดีเอ็นเอเส่นเดี่ยวที่ ปลาย 3

 

            เมื่อเริ่มต้นจากดีเอ็นเอต้นแบบ 1 คู่ เกิดปฏิกิริยาตั้งแต่ข้อ (1) จนถึงข้อ (3) ดำเนินไปจนสิ้นสุดรอบ 1 จะได้ดีเอ็นเอเส้นคู่ชุดใหม่จำนวน 2 ชุด ในปฏิกิริยารอบที่ 2 ดีเอ็นเอเส้นคู่ 2 ชุดนี้จะแยกป๋นดีเอ็นเอเส้นเดี่ยว 4 เส้น เพื่อทำหน้าที่เป็นดีเอ็นเอต้นแบบ เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยารอบที่ 2 นี้จะได้ดีเอ็นเอชุดใหม่ จำนวน 4 คู่ และเมื่อเริ่มปฏิกิริยารอบที่ 3 จะได้ดีเอ็นเอชุดใหม่จำนวน 8 คู่ โดยที่สิ้นสุดปฏิกิริยาในแตละรอบจะได้จำนวนของดีเอ็นเอต้นแบบเข้าสู่ปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น จึงได้ดีเอ็นเอที่ต้องการเพิ่มขึ้น ลักษณะการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอของปฏิกิริยาเป็นการเพิ่มแบบทวีคูณ คือ 2 n (เมื่อ n เป็นจำนวนรอบของปฏิกิริยา) ดังนั้นเมื่อปฏิกิริยาดำเนินไปได้ 25 รอบ จะได้ดีเอ็นเอชุดใหม่จำนวน 225 ชุดหรือประมาณ 34 ล้านเท่าของปริมาณดีเอ็นเอต้นแบบ

 

            -  แยกขนาดของสารพันธุกรรมต่าง ๆ ที่ได้ การทำไฮบริไดเซชั่น: กระบวนการทำไฮบริไดเซชั่น เป็นการจับ
คู่กันด้วยพันธะไฮโดรเจนระหว่างดีเอ็นเอตรวจสอบซึ่งมีลำดับเบสคู่กับลำดับเบสบนดีเอ็นเอเป้าหมายที่แยกออกเป็นเส้นเดี่ยว โดยเริ่มต้นจากการย้ายดีเอ็นเอจากแผ่นวุ้นไปยังแผ่นเยื่อไนลอน โดยการแช่แผ่นวุ้นโดยสารละลายด่าง เพื่อแยกดีเอ็นเอสายคู่เป็นสายเดี่ยว แล้วย้ายดีเอ็นเอด้วยการดูดซับน้ำ โดยสารละลายจากด้านล่างของวุ้นจะผ่านซึมแผ่นวุ้น และแผ่นเยื่อพิเศษไปยังกระดาษกรองที่แห้งด้านบนการดูดซับทำให้ดีเอ็นเอเคลื่อนที่จากแผ่นวุ้นไปจับอยู่บนแผ่นเยื่อพิเศษ จากนั้นจึงทำไฮบริไดเซชั่น ด้วยดีเอ็นเอตรวจสอบ ซึ่งสามารถติดฉลากด้วยสารรังสี เช่น (?-32P) dNTP หรือสารปลอดรังสีเช่น dUTP ที่ติดฉลากด้วยสารดิกอกซิเจนิน (digoxigenin-dUPT) แล้วจึงตรวจสอบ ลายพิมพ์ดีเอ็นเอโดยประกอบด้วยแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์หรือโดยการย้อมสี

 

            การแยกผลผลิตพีซีอาร์ที่ได้จากส่วนที่เป็นไมโครแซทเทลไลท์ โดยใช้ตัวกลางชนิดโพลีอะคริลาไมด์ (polyacrylamide gel) ซึ่งเป็นตัวกลางที่มีความเข้มข้น 4-6% เพราะในการแยกดีเอ็นเอที่มีความแตกต่างของเบสเพียง 1 เบสได้ โดยใช้ตัวกลางมี ผ่านกระแสไฟฟ้าขนาด 40 วัตต์ นาน 45-60 นาที การตรวจสอบแถบดีเอ็นเอที่เกิดขึ้นได้หลายวิธีเช่น การใช้รังสีสารฟลูออเรสเซนซ์ (fluorescence) และการย้อมด้วยสารละลายซิลเวอร์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีความไวสูงมากในการตรวจสอบดีเอ็นเอ มีข้อดีที่สามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ในขณะที่การใช้ ฟลูออเรสเซนซ์ ใช้เครื่องมือ Automate Genetic Sequencer เป็นเครื่องอ่าน สำหรับการแยกผลผลิตพีซีอาร์ที่ได้จากส่วนมินิแซทเทลไลท์ เช่น โลกัส DIS80 ด้วยเทคนิคพีซีอาร์นั้นจะได้ผลผลิตพีซีอาร์เป็นแถบดีเอ็นเอจำนวน 2 แถบต่อหนึ่งโลกัส เรียกแถบดีเอ็ยเอแต่ละแถบว่า “อัลลีล” ดังนั้นในแต่ละโลกัสจะแสดงจีโนไทป์ที่ประกอบด้วย อัลลีล 2 อัลลีล ตัวอย่างจีโนไทป์แบบ ไฮเทอโรไซกัส DIS80

 

การตรวจสอบดีเอ็นเอ


            1. ทำปฏิกิริยาเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมในหลอดทดลองเพื่อศึกษาตำแหน่ง ของเครื่องหมายพันธุศาสตร์ 11 ตำแหน่ง
            2. ใช้เครื่องมือ  Automate Genetic Analyzer ในการแยกขนาดสารพันธุกรรม
            3. ใช้คอมพิวเตอร์ (โปรแกรมพิเศษ) ในการวิเคราะห์ผล

 

 

ที่มา : สรรเพชญ โสภณ. 2530. การย้ายฝากตัวอ่อนในปศุสัตว์ อดีต ปัจจุบันและอนาคต. มณีวรรณ  กมลพัฒนะ (บรรณาธิการ) การปฏิสนธิในหลอดแก้วและการย้ายฝากตัวอ่อน. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ หน้า 21-40. มงคล  เตชะกำพุ 2543 เทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อนเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ในปศุสัตว์. บริษัท ด่านสุทธาการ จำกัด. 681 หน้า . วรรณวิภา  สุทธิไกร ปรีชา อินนุรักษ์ สรรเพชญ โสภณ ราตรี จินตนา ริเชษฐ์ พึ่งชัย มนัส เรียบ และมณีวรรณ กมลพัฒนะ(2548b) ผลของผักหนาม (Lasia spinosa Thw.) ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน testosterone ในพลาสมาของพ่อพันธุ์โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ในการประชุมวิชาการเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทางการขยายปรับปรุงพันธุ์ อณูพันธุศาสตร์ และภาชนศาสตร์ เพื่อเพิ่มผลผลิตของโคและกระบือปลัก ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม -1 กันยายน 2548 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกาณ์มหาวิทยาลัยหน้า 40-55. วิชัย บุณแสง และคณะ. 2541. ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ: จากสารพันธุกรรมสู่เทคโนโลยีพิสูจน์บุคคล. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กรุงเทพฯ

 

 

 
 
Untitled Document
 
Copyright 2006, NU Com-science 4. All rights reserved  
  Tel : (086) 7312077, (086) 1158880 ,   (081) 0292108